การตรวจรับรองความปลอดภัยระบบไฟฟ้า ควรดำเนินการเป็นระยะตามกฎหมายหรือข้อกำหนดของสถานประกอบการ รวมถึงเมื่อมีการติดตั้งใหม่ ปรับปรุงระบบ หรือพบความผิดปกติในการใช้งาน
บทความนี้จะอธิบายถึงการตรวจรับรองความปลอดภัยระบบไฟฟ้าควรทำเมื่อไหร่ ครอบคลุมอะไรบ้าง และทำไมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
ตรวจรับรองความปลอดภัยระบบไฟฟ้า คืออะไร?
การตรวจรับรองความปลอดภัยระบบไฟฟ้า คือการที่วิศวกรไฟฟ้าที่ได้รับใบอนุญาตเข้าตรวจสอบระบบไฟฟ้าทั้งหมด เปรียบเทียบกับมาตรฐาน วสท. 2001-56 และมาตรฐานสากล IEC แล้วออกรายงานประเมิน พร้อมนำเสนอแนวทางแก้ไขให้เจ้าของอาคาร ผลการตรวจเป็นเอกสารที่ใช้อ้างอิงได้ทางกฎหมาย และแสดงกับผู้เช่าหรือผู้ใช้อาคารได้ว่าอาคารมีความปลอดภัยในระดับใด
การตรวจนี้แตกต่างจากการซ่อมปกติตรงที่ว่าไม่ได้แค่แก้อุปกรณ์ที่เสีย แต่คือการประเมินความสอดคล้องของระบบทั้งหมดกับมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้

จุดสำคัญ:
พรบบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2552 กำหนดให้ตรวจความปลอดภัยระบบไฟฟ้าทุก 5 ปี หากเจ้าของอาคารไม่ดำเนินการ อาจถูกปรับตามมาตรา 65 ซึ่งมีโทษปรับหรือจำคุกได้
อาคารแบบไหนที่กฎหมายอาคารกำหนดให้ตรวจรับรอง
ไม่ใช่ทุกอาคารที่ต้องตรวจรับรอง แต่กฎหมายกำหนดชัดเจนว่าอาคารบางประเภทต้องตรวจอย่างครบถ้วน ดังนั้นควรรู้ว่าอาคารของคุณอยู่ในกลุ่มใด ดังต่อไปนี้
1. อาคารสูงเกิน 4 ชั้น
อาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป หรือหากสูงเกิน 23 เมตร ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการควบคุมอาคาร พ.ศ. 2552 กำหนดให้ตรวจความปลอดภัยระบบไฟฟ้าทุก 5 ปี เจ้าของอาคารที่ไม่ดำเนินการตรวจจะถูกปรับ
2. โรงงานและอาคารที่เช่าหรือเช่าช่วง
อาคารที่ใช้เพื่อประเชิญพาณิชย์ อเนกประสงค์ หรือเช่าที่พักอาศัยที่มีผู้ใช้หลายหน่วย เจ้าของอาคารมีหน้าที่ต้องตรวจให้มั่นใจว่าระบบไฟฟ้าทั้งหมดยังอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
3. โรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่ง
โรงงานที่มีเครื่องจักรเดินตลอด 24 ชั่วโมง ระบบไฟฟ้ายิ่งเสื่อมสภาพเร็วกว่าอาคารทั่วไป การตรวจสอบโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจึงช่วยรับมือปัญหาได้ก่อนที่จะเสียหายจริง
การตรวจรับรองความปลอดภัยครอบคลุมอะไรบ้าง
การตรวจรับรองความปลอดภัยระบบไฟฟ้าที่ครบถ้วนต้องครอบคลุมหลายส่วนพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ดูว่าตู้ไฟฟ้ายังแข็งแรงอยู่ แต่ต้องประเมินระบบอย่างรอบด้านจริง
1. ตรวจสภาพตู้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ภายใน
วิศวกรจะตรวจสอบสภาพตู้ MDB, Sub-MDB, ตู้คอนโทรล และตู้คอนซูมเมอร์ ว่ามีความเสียหาย รอยไหม้ หรือการเสื่อมสภาพหรือไม่ พร้อมตรวจสอบว่าอุปกรณ์มีสเปกเหมาะสมกับการใช้งาน และโหลดจริงหรือไม่
2. วัดค่าการไฟฟ้าจริง
วัดค่าฉนวน แรงดัน ค่า Power Factor และ Harmonic ในระบบ ถ้า Harmonic สูงเกินไปจะทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าร้อนเพิ่มขึ้นและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ส่วน Power Factor ต่ำแปลว่าเสียค่าไฟฟ้าสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
3. ทดสอบการทำงานของอุปกรณ์ป้องกัน
ทดสอบการตัดวงจรของเบรกเกอร์ (Trip Test) พร้อมตรวจสอบการทำงานของ ELCB, RCCB และระบบ Relay Protection ว่ายังตอบสนองได้ถูกต้อง รวมถึงตรวจสอบระบบ ATS ว่าสามารถสลับแหล่งจ่ายไฟอัตโนมัติได้ตามปกติ
4. วัดค่าความต้านทานสายและไฟฟ้ารั่ว
วัดค่าความต้านทานฉนวนของสายไฟในระบบ พร้อมตรวจสอบค่าความต้านทานของระบบกราวด์ หากพบสายชำรุดหรือฉนวนเสื่อม จะเพิ่มความเสี่ยงไฟรั่ว ไฟดูด และอาจทำให้ค่าไฟฟ้าสูงกว่าปกติ
5. ตรวจสอบระบบกราวด์และป้องกันฟ้าผ่า
วัดค่าความต้านทานดินว่าไม่เกิน 5 โอห์ม และตรวจสอบว่าสายล่อลงดินของระบบป้องกันฟ้าผ่ายังแยกออกจากระบบกราวด์ปกติอย่างถูกต้องหรือไม่

Tips:
การถ่ายภาพ Thermal Imaging ด้วยกล้องแสงในฟ้าอินฟราเรดคือเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบ ช่วยตรวจพบจุดร้อนผิดปกติในขั้วต่อ สาย และ Busbar โดยไม่ต้องตัดไฟ ถือเป็นการตรวจที่ปลอดภัยและแม่นยำที่สุด
เอกสารที่ได้รับหลังการตรวจรับรอง
หลังการตรวจเสร็จสิ้น วิศวกรจะออกเอกสารให้ครบถ้วน ซึ่งเจ้าของอาคารสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน
- รายงานผลการตรวจ (Electrical Inspection Report) ใช้ยื่นต่อหน่วยงานราชการ เช่น สญ.อ.
- ใบรับรองความปลอดภัย (Safety Certificate) แสดงต่อผู้เช่า ผู้ดูแล หรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง
- เอกสารนำเสนอแนวทางแก้ไข ระบุจุดที่ต้องปรับปรุงเรียงความสำคัญพร้อมตั้งงบประมาณที่ใช้
ข้อควรระวัง:
รายงานการตรวจความปลอดภัยต้องลงนามโดยวิศวกรไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตเท่านั้น ห้ามรับเอกสารจากผู้ที่ไม่ได้รับใบอนุญาต เพราะถือเป็นโมฆะอาญาในทางกฎหมายและไม่มีผลทางกฎหมาย
สรุป
การตรวจรับรองความปลอดภัยระบบไฟฟ้าเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าระบบไฟฟ้ายังปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐาน ควรดำเนินการตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเมื่อมีการติดตั้งใหม่ ปรับปรุงระบบ และพบความผิดปกติ
การตรวจที่ครอบคลุมทั้งอุปกรณ์ ค่าไฟฟ้า ระบบป้องกัน และระบบกราวด์ จะช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ ป้องกันความเสียหาย และเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานระบบไฟฟ้าในระยะยาว อ่านเพิ่มเติมเรื่องการซ่อมบำรุงตู้ไฟฟ้า ได้ในบทความที่เกี่ยวข้อง
FAQ
Q1: การตรวจรับรองความปลอดภัยไฟฟ้าทำทุกกี่ปี?
A: กำหนดให้ตรวจทุก 5 ปี ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2552 อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ตรวจเช็กเบื้องต้นทุกปี เพื่อป้องกันปัญหาก่อนเกิดความเสียหาย
Q2: การตรวจความปลอดภัยใช้เวลานานแค่ไหน?
A: อาคารทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1–2 วันทำการ ส่วนอาคารขนาดใหญ่หรือระบบซับซ้อนอาจใช้ 3–5 วัน โดยไม่จำเป็นต้องหยุดใช้งานทั้งหมด
Q3: หากตรวจพบจุดบกพร่อง ต้องทำอย่างไร?
A: วิศวกรจะจัดทำรายงานระบุจุดบกพร่อง พร้อมแนวทางแก้ไขและประเมินงบประมาณ เจ้าของอาคารสามารถวางแผนแก้ไขได้ตามความเหมาะสม
Q4: ตรวจแล้วจะได้รับใบรับรองทันทีหรือไม่?
A: หากระบบผ่านมาตรฐาน วิศวกรจะออกใบรับรองให้ทันที แต่หากพบข้อบกพร่อง จะต้องดำเนินการแก้ไขก่อนจึงจะสามารถออกใบรับรองได้
Q5: ควรเลือกบริษัทตรวจรับรองอย่างไรให้ได้มาตรฐาน?
A: ควรเลือกบริษัทที่มีวิศวกรไฟฟ้าที่มีใบอนุญาต มีประสบการณ์ตรง และสามารถออกเอกสารรับรองได้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงมีเครื่องมือวัดที่ได้มาตรฐาน
หากคุณต้องการตรวจรับรองความปลอดภัยระบบไฟฟ้าอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน SK Power Electric พร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบ ตรวจสอบ และซ่อมบำรุงโดยทีมวิศวกรมืออาชีพ ครบจบในที่เดียว ทั้งงานอาคารและโรงงานอุตสาหกรรม
☎️ Tel: 093-596-4288
🟢 Line: sk_powerelectric
📬 Email: sk_project2@hotmail.com
📘 Facebook: SK Power Electric