ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟส มีให้เลือกหลายขนาด โดยรุ่นที่นิยมใช้งานมากที่สุดคือ 12, 18 และ 24 ช่อง ซึ่งแต่ละขนาดรองรับจำนวนวงจรไฟฟ้าได้แตกต่างกัน การเลือกขนาดตู้ที่เหมาะสมควรพิจารณาจากจำนวนวงจรที่ใช้งานจริง พร้อมเผื่อพื้นที่สำหรับการขยายระบบในอนาคต
บทความนี้จะอธิบายขนาดตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟสที่นิยมใช้งาน วิธีนับจำนวนช่อง (Pole) ให้ถูกต้อง และแนวทางเลือกขนาดตู้ให้เหมาะกับการใช้งาน เพื่อให้รองรับโหลดได้เพียงพอ คุ้มค่า และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนตู้ภายหลัง
ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟส มีกี่ขนาด?
ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟสแบ่งขนาดตาม จำนวนช่อง (Number of Ways หรือ Pole) ที่รองรับ Branch Breaker ได้ ขนาดมาตรฐานที่ผู้ผลิตทำขายมีตั้งแต่ 4 ช่องไปจนถึง 36 ช่อง โดยยิ่งช่องเยอะ ตัวตู้และบัสบาร์ก็ยิ่งใหญ่และรับกระแสรวมได้มากขึ้น
ขนาดที่ตลาดใช้กันบ่อยจะอยู่กลุ่ม 12 ถึง 24 ช่อง เพราะครอบคลุมงานบ้านขนาดใหญ่ อาคารพาณิชย์ และโรงงานขนาดเล็กถึงกลางได้พอดี ตารางด้านล่างสรุปขนาดมาตรฐานพร้อมแนวทางการใช้งานคร่าว ๆ
| ขนาด (จำนวนช่อง) | Main Breaker ที่นิยม | เหมาะกับงาน |
| 4-6 ช่อง | 32-50A | Sub-Panel ย่อย จุดจ่ายไฟเฉพาะโซน |
| 10-12 ช่อง | 50-63A | บ้าน 3 เฟส ทาวน์โฮม ร้านค้าขนาดเล็ก |
| 18 ช่อง | 63-100A | อาคารพาณิชย์ โรงงาน SME ขนาดเล็ก |
| 24 ช่อง | 100-125A | อาคารหลายชั้น โรงงานที่มีมอเตอร์หลายตัว |
| 30-36 ช่อง | 125-250A | โรงงานขนาดกลาง อาคารที่มีวงจรย่อยจำนวนมาก |
จุดสำคัญ:
ขนาดตู้ไม่ได้วัดที่ มีกี่วงจร แต่วัดที่ มีกี่ช่อง (Pole) เพราะ Breaker 3P หนึ่งตัวกินไป 3 ช่อง ดังนั้นตู้ 18 ช่องอาจใส่วงจร 3 เฟสได้แค่ 6 วงจรเท่านั้น
ช่องในตู้โหลดเซ็นเตอร์ นับอย่างไร?
หนึ่งช่องเท่ากับหนึ่ง Pole ของบัสบาร์ และ Breaker แต่ละชนิดใช้ช่องไม่เท่ากัน นี่คือจุดที่หลายคนคำนวณพลาดจนซื้อตู้เล็กเกินไป เพราะไปนับเป็นจำนวนวงจร แทนที่จะนับเป็นจำนวนช่อง หลักการนับง่าย ๆ คือดูที่จำนวนเฟสของ Breaker แต่ละตัว แล้วบวกรวมกันให้ครบทุกวงจร ดังนี้
Breaker 1P ใช้ 1 ช่อง
เบรกเกอร์ 1 เฟส (1P) ใช้สำหรับวงจรไฟ 220V เช่น แสงสว่าง ปลั๊ก และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป ใช้พื้นที่ช่องละ 1 Pole เท่านั้น ถ้าบ้านหรืออาคารมีวงจร 1 เฟสเยอะ จำนวนช่องก็จะถูกใช้ไปตามจำนวนวงจรพอดี
Breaker 2P และ 3P ใช้หลายช่อง
เบรกเกอร์ 2 เฟส (2P) ใช้ 2 ช่อง ส่วนเบรกเกอร์ 3 เฟส (3P) ที่ใช้กับมอเตอร์หรือโหลด 380V จะใช้ถึง 3 ช่องต่อตัว นี่คือเหตุผลที่งานที่มีมอเตอร์หลายตัวต้องเผื่อช่องไว้มากกว่างานที่มีแต่วงจรแสงสว่าง
ถ้าคุณมีมอเตอร์ 3 เฟส 4 ตัว (4 x 3 = 12 ช่อง) บวกวงจร 1 เฟสอีก 6 วงจร (6 ช่อง) รวมแล้วต้องใช้ 18 ช่องพอดี ซึ่งตรงกับตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟส 18 ช่องที่เป็นขนาดยอดนิยม
วิธีคำนวณว่าต้องใช้กี่ช่อง
การเลือกขนาดตู้โหลดเซ็นเตอร์ที่เหมาะสม ควรเริ่มจากการคำนวณจำนวนวงจรที่จะใช้งานจริงก่อนเสมอ จากนั้น จึงเผื่อพื้นที่สำหรับการขยายระบบในอนาคต วิธีนี้จะช่วยให้ได้ตู้ที่มีขนาดพอดีกับงาน ไม่ใหญ่เกินความจำเป็นและไม่เล็กจนต้องเปลี่ยนใหม่ในภายหลัง โดยสามารถคำนวณได้ตาม 3 ขั้นตอนดังนี้
1. ลิสต์วงจรทั้งหมด
เขียนรายการวงจรที่จะใช้ออกมาให้ครบ ทั้งวงจรมอเตอร์ 3 เฟส วงจรแอร์ วงจรปลั๊ก และวงจรแสงสว่าง ระบุด้วยว่าแต่ละวงจรเป็น 1P, 2P หรือ 3P เพราะตัวเลขนี้ คือสิ่งที่จะนำไปคูณเป็นจำนวนช่อง
2. แปลงเป็นจำนวนช่อง
นำวงจร 1P คูณ 1, วงจร 2P คูณ 2 และวงจร 3P คูณ 3 แล้วบวกทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตัวเลขที่ได้ คือจำนวนช่องขั้นต่ำที่ตู้ต้องมี อย่าลืมรวม Main Breaker เข้าไปในการประเมินขนาดบัสบาร์ด้วย
3. บวกช่องเผื่ออนาคต 25%
หลังได้จำนวนช่องขั้นต่ำแล้ว ให้บวกเพิ่มอีกประมาณ 25% สำหรับวงจรที่อาจเพิ่มในอนาคต เช่น เพิ่มแอร์ เพิ่มเครื่องจักร หรือเพิ่มปลั๊ก ตู้ที่ไม่เผื่อช่องเลย มักจะเต็มภายใน 2-3 ปีและต้องลงทุนเปลี่ยนตู้ใหม่ทั้งใบ
เลือกขนาดตามประเภทงาน
การเลือกขนาดตู้โหลดเซ็นเตอร์ควรอ้างอิงจากจำนวนวงจรจริงเป็นหลัก แต่สำหรับการวางแผนเบื้องต้น สามารถประเมินขนาดตู้จากประเภทอาคารและลักษณะการใช้งานได้ดังต่อไปนี้
บ้านพักอาศัยและทาวน์โฮมระบบไฟ 3 เฟส: 10–12 ช่อง
บ้านที่ขอไฟ 3 เฟสมักมีแอร์หลายตัว เครื่องทำน้ำอุ่น และปั๊มน้ำ ตู้ 12 ช่องรองรับวงจรเหล่านี้ได้สบาย พร้อมเผื่อช่องเล็กน้อย หากเป็นบ้านที่รับไฟจากตู้ MDBแล้วแยกมาเป็นตู้ย่อยแต่ละชั้น ขนาดนี้ก็เพียงพอ
อาคารพาณิชย์ ร้านค้า และโรงงาน SME: 18 ช่อง
ร้านอาหาร ออฟฟิศ 2-4 ชั้น หรือโรงงานที่มีมอเตอร์ 3-5 ตัว ขนาด 18 ช่องเป็นจุดที่สมดุลที่สุดระหว่างจำนวนวงจรกับขนาดตู้ ไม่เล็กจนวงจรแน่นและไม่ใหญ่จนเปลืองพื้นที่ติดตั้ง
โรงงานและอาคารขนาดใหญ่: 24–36 ช่อง
งานที่มีมอเตอร์จำนวนมากหรือมีวงจรย่อยกระจายหลายโซน ควรเริ่มที่ 24 ช่องขึ้นไป และถ้าวงจรเกิน 8 วงจร 3 เฟส ควรขยับไป 36 ช่อง เพื่อให้มีช่องเผื่อและจัด Phase Balance ได้สะดวก
Tips:
ถ้าลังเลระหว่างสองขนาด ให้เลือกขนาดใหญ่กว่าเสมอ เพราะส่วนต่างราคาตู้มักน้อยกว่าค่าเปลี่ยนตู้ใหม่ทั้งใบ เมื่อช่องเต็มในอีกไม่กี่ปี

ข้อควรระวังก่อนเลือกขนาด
จำนวนช่องไม่ใช่ตัวเดียวที่ต้องดู เพราะตู้ที่มีช่องพอแต่บัสบาร์รับกระแสไม่พอก็ใช้งานจริงไม่ได้ ก่อนสรุปขนาดควรตรวจ 3 จุดนี้ให้ครบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหลังติดตั้ง
1. บัสบาร์ต้องรับกระแสรวมได้
ตู้ช่องเยอะแต่บัสบาร์เล็กเกินไปจะร้อนและเสี่ยงอันตราย ต้องเลือก Busbar Rating ให้รองรับกระแสรวมสูงสุดของทุกวงจรได้อย่างปลอดภัย ไม่ใช่ดูแค่จำนวนช่องอย่างเดียว
2. Breaker ต้องรองรับการใช้งานร่วมกับตู้
ตู้แต่ละยี่ห้อถูกออกแบบให้ใช้งานร่วมกับเซอร์กิตเบรกเกอร์บางรุ่นหรือบางซีรีส์โดยเฉพาะ เช่น ตู้ Schneider ต้องใช้ MCB ซีรีส์ที่รองรับอย่าง Acti 9 หรือ Easy9 การใส่ Breaker ผิดซีรีส์ทำให้ต่อไม่แน่นและเสี่ยงเกิดความร้อนสะสมที่จุดสัมผัส
3. ควรเผื่อช่องสำหรับการขยายระบบในอนาคต
การเลือกตู้ที่มีจำนวนช่องพอดีกับการใช้งานปัจจุบันอาจดูคุ้มค่าในระยะสั้น แต่หากมีการเพิ่มเครื่องปรับอากาศ เครื่องจักร หรือวงจรไฟฟ้าใหม่ในอนาคต อาจทำให้ช่องภายในตู้ไม่เพียงพอ ดังนั้นควรเผื่อช่องสำรองไว้ประมาณ 20–25% เพื่อรองรับการขยายระบบและลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนตู้ใหม่ในภายหลัง
ข้อควรระวัง:
อย่าเลือกขนาดตู้แบบพอดีเป๊ะกับวงจรปัจจุบัน เพราะเมื่อต้องเพิ่มวงจรจะไม่มีช่องเหลือ และการเปลี่ยนตู้ใหม่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเผื่อช่องตั้งแต่แรกมาก
สรุป
ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟสมีขนาดตั้งแต่ 4 ช่องถึง 36 ช่อง โดยขนาดยอดนิยมคือ 12, 18 และ 24 ช่อง วิธีเลือกที่ถูกต้อง คือนับจำนวนช่องจาก Breaker จริง (1P=1, 2P=2, 3P=3 ช่อง) แล้วบวกช่องเผื่ออนาคตอีก 25% ไม่ใช่นับเป็นจำนวนวงจร
เมื่อได้จำนวนช่องแล้ว อย่าลืมตรวจ Busbar Rating และความ Compatible ของ Breaker ควบคู่ไปด้วย เลือกขนาดให้พอดีตั้งแต่แรกจะช่วยประหยัดทั้งงบและเวลาในระยะยาว
FAQ
Q1: ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟส ขนาดไหนนิยมที่สุด?
A: ขนาด 12, 18 และ 24 ช่องนิยมที่สุด เพราะครอบคลุมตั้งแต่บ้าน 3 เฟส อาคารพาณิชย์ ไปจนถึงโรงงานขนาดเล็กถึงกลาง
Q2: บ้าน 3 เฟสควรใช้ตู้กี่ช่อง?
A: ใช้ 10-12 ช่องก็เพียงพอ เพราะรองรับแอร์ ปั๊มน้ำ เครื่องทำน้ำอุ่น และวงจรปลั๊กแสงสว่างพร้อมเผื่อช่องได้
Q3: ควรเผื่อช่องไว้กี่เปอร์เซ็นต์?
A: ประมาณ 25% ของจำนวนช่องที่ใช้จริง เพื่อรองรับวงจรที่อาจเพิ่มในอนาคตโดยไม่ต้องเปลี่ยนตู้ใหม่
Q4: Breaker 3P ใช้กี่ช่อง?
A: ใช้ 3 ช่องต่อตัว เพราะตัดทั้ง 3 เฟสพร้อมกัน ส่วน 1P ใช้ 1 ช่อง และ 2P ใช้ 2 ช่อง
Q5: ถ้าช่องเต็มแล้วเพิ่มทีหลังได้ไหม?
A: ถ้ายังมีช่องว่างบนบัสบาร์ก็เพิ่ม Branch Breaker ได้ แต่ถ้าช่องเต็มต้องเปลี่ยนตู้ใหญ่ขึ้น จึงควรเผื่อช่องตั้งแต่เลือกขนาดแรก
หากต้องการตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟสพร้อม Breaker ที่เหมาะกับการใช้งาน SK Power Electric มีทีมวิศวกรพร้อมช่วยประเมินจำนวนช่องและเลือกขนาดตู้ให้ตรงกับงานของคุณ
ดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ สินค้าของเรา
☎️ Tel: 093-596-4288
🟢 Line: sk_powerelectric
📬 Email: sk_project2@hotmail.com
📘 Facebook: SK Power Electric
