ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟส มีกี่ขนาด? เลือกกี่ช่องจึงจะเพียงพอ

29 August 2025

ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟส มีให้เลือกหลายขนาด โดยรุ่นที่นิยมใช้งานมากที่สุดคือ 12, 18 และ 24 ช่อง ซึ่งแต่ละขนาดรองรับจำนวนวงจรไฟฟ้าได้แตกต่างกัน การเลือกขนาดตู้ที่เหมาะสมควรพิจารณาจากจำนวนวงจรที่ใช้งานจริง พร้อมเผื่อพื้นที่สำหรับการขยายระบบในอนาคต

บทความนี้จะอธิบายขนาดตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟสที่นิยมใช้งาน วิธีนับจำนวนช่อง (Pole) ให้ถูกต้อง และแนวทางเลือกขนาดตู้ให้เหมาะกับการใช้งาน เพื่อให้รองรับโหลดได้เพียงพอ คุ้มค่า และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนตู้ภายหลัง

ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟส มีกี่ขนาด?

ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟสแบ่งขนาดตาม จำนวนช่อง (Number of Ways หรือ Pole) ที่รองรับ Branch Breaker ได้ ขนาดมาตรฐานที่ผู้ผลิตทำขายมีตั้งแต่ 4 ช่องไปจนถึง 36 ช่อง โดยยิ่งช่องเยอะ ตัวตู้และบัสบาร์ก็ยิ่งใหญ่และรับกระแสรวมได้มากขึ้น

ขนาดที่ตลาดใช้กันบ่อยจะอยู่กลุ่ม 12 ถึง 24 ช่อง เพราะครอบคลุมงานบ้านขนาดใหญ่ อาคารพาณิชย์ และโรงงานขนาดเล็กถึงกลางได้พอดี ตารางด้านล่างสรุปขนาดมาตรฐานพร้อมแนวทางการใช้งานคร่าว ๆ

ขนาด (จำนวนช่อง) Main Breaker ที่นิยม เหมาะกับงาน
4-6 ช่อง 32-50A Sub-Panel ย่อย จุดจ่ายไฟเฉพาะโซน
10-12 ช่อง 50-63A บ้าน 3 เฟส ทาวน์โฮม ร้านค้าขนาดเล็ก
18 ช่อง 63-100A อาคารพาณิชย์ โรงงาน SME ขนาดเล็ก
24 ช่อง 100-125A อาคารหลายชั้น โรงงานที่มีมอเตอร์หลายตัว
30-36 ช่อง 125-250A โรงงานขนาดกลาง อาคารที่มีวงจรย่อยจำนวนมาก

จุดสำคัญ:

ขนาดตู้ไม่ได้วัดที่ มีกี่วงจร แต่วัดที่ มีกี่ช่อง (Pole) เพราะ Breaker 3P หนึ่งตัวกินไป 3 ช่อง ดังนั้นตู้ 18 ช่องอาจใส่วงจร 3 เฟสได้แค่ 6 วงจรเท่านั้น

ช่องในตู้โหลดเซ็นเตอร์ นับอย่างไร?

หนึ่งช่องเท่ากับหนึ่ง Pole ของบัสบาร์ และ Breaker แต่ละชนิดใช้ช่องไม่เท่ากัน นี่คือจุดที่หลายคนคำนวณพลาดจนซื้อตู้เล็กเกินไป เพราะไปนับเป็นจำนวนวงจร แทนที่จะนับเป็นจำนวนช่อง หลักการนับง่าย ๆ คือดูที่จำนวนเฟสของ Breaker แต่ละตัว แล้วบวกรวมกันให้ครบทุกวงจร ดังนี้

Breaker 1P ใช้ 1 ช่อง

เบรกเกอร์ 1 เฟส (1P) ใช้สำหรับวงจรไฟ 220V เช่น แสงสว่าง ปลั๊ก และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป ใช้พื้นที่ช่องละ 1 Pole เท่านั้น ถ้าบ้านหรืออาคารมีวงจร 1 เฟสเยอะ จำนวนช่องก็จะถูกใช้ไปตามจำนวนวงจรพอดี

Breaker 2P และ 3P ใช้หลายช่อง

เบรกเกอร์ 2 เฟส (2P) ใช้ 2 ช่อง ส่วนเบรกเกอร์ 3 เฟส (3P) ที่ใช้กับมอเตอร์หรือโหลด 380V จะใช้ถึง 3 ช่องต่อตัว นี่คือเหตุผลที่งานที่มีมอเตอร์หลายตัวต้องเผื่อช่องไว้มากกว่างานที่มีแต่วงจรแสงสว่าง

ถ้าคุณมีมอเตอร์ 3 เฟส 4 ตัว (4 x 3 = 12 ช่อง) บวกวงจร 1 เฟสอีก 6 วงจร (6 ช่อง) รวมแล้วต้องใช้ 18 ช่องพอดี ซึ่งตรงกับตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟส 18 ช่องที่เป็นขนาดยอดนิยม

วิธีคำนวณว่าต้องใช้กี่ช่อง

การเลือกขนาดตู้โหลดเซ็นเตอร์ที่เหมาะสม ควรเริ่มจากการคำนวณจำนวนวงจรที่จะใช้งานจริงก่อนเสมอ จากนั้น จึงเผื่อพื้นที่สำหรับการขยายระบบในอนาคต วิธีนี้จะช่วยให้ได้ตู้ที่มีขนาดพอดีกับงาน ไม่ใหญ่เกินความจำเป็นและไม่เล็กจนต้องเปลี่ยนใหม่ในภายหลัง โดยสามารถคำนวณได้ตาม 3 ขั้นตอนดังนี้

1. ลิสต์วงจรทั้งหมด

เขียนรายการวงจรที่จะใช้ออกมาให้ครบ ทั้งวงจรมอเตอร์ 3 เฟส วงจรแอร์ วงจรปลั๊ก และวงจรแสงสว่าง ระบุด้วยว่าแต่ละวงจรเป็น 1P, 2P หรือ 3P เพราะตัวเลขนี้ คือสิ่งที่จะนำไปคูณเป็นจำนวนช่อง

2. แปลงเป็นจำนวนช่อง

นำวงจร 1P คูณ 1, วงจร 2P คูณ 2 และวงจร 3P คูณ 3 แล้วบวกทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตัวเลขที่ได้ คือจำนวนช่องขั้นต่ำที่ตู้ต้องมี อย่าลืมรวม Main Breaker เข้าไปในการประเมินขนาดบัสบาร์ด้วย

3. บวกช่องเผื่ออนาคต 25%

หลังได้จำนวนช่องขั้นต่ำแล้ว ให้บวกเพิ่มอีกประมาณ 25% สำหรับวงจรที่อาจเพิ่มในอนาคต เช่น เพิ่มแอร์ เพิ่มเครื่องจักร หรือเพิ่มปลั๊ก ตู้ที่ไม่เผื่อช่องเลย มักจะเต็มภายใน 2-3 ปีและต้องลงทุนเปลี่ยนตู้ใหม่ทั้งใบ

เลือกขนาดตามประเภทงาน

การเลือกขนาดตู้โหลดเซ็นเตอร์ควรอ้างอิงจากจำนวนวงจรจริงเป็นหลัก แต่สำหรับการวางแผนเบื้องต้น สามารถประเมินขนาดตู้จากประเภทอาคารและลักษณะการใช้งานได้ดังต่อไปนี้

บ้านพักอาศัยและทาวน์โฮมระบบไฟ 3 เฟส: 10–12 ช่อง

บ้านที่ขอไฟ 3 เฟสมักมีแอร์หลายตัว เครื่องทำน้ำอุ่น และปั๊มน้ำ ตู้ 12 ช่องรองรับวงจรเหล่านี้ได้สบาย พร้อมเผื่อช่องเล็กน้อย หากเป็นบ้านที่รับไฟจากตู้ MDBแล้วแยกมาเป็นตู้ย่อยแต่ละชั้น ขนาดนี้ก็เพียงพอ

อาคารพาณิชย์ ร้านค้า และโรงงาน SME: 18 ช่อง

ร้านอาหาร ออฟฟิศ 2-4 ชั้น หรือโรงงานที่มีมอเตอร์ 3-5 ตัว ขนาด 18 ช่องเป็นจุดที่สมดุลที่สุดระหว่างจำนวนวงจรกับขนาดตู้ ไม่เล็กจนวงจรแน่นและไม่ใหญ่จนเปลืองพื้นที่ติดตั้ง

โรงงานและอาคารขนาดใหญ่: 24–36 ช่อง

งานที่มีมอเตอร์จำนวนมากหรือมีวงจรย่อยกระจายหลายโซน ควรเริ่มที่ 24 ช่องขึ้นไป และถ้าวงจรเกิน 8 วงจร 3 เฟส ควรขยับไป 36 ช่อง เพื่อให้มีช่องเผื่อและจัด Phase Balance ได้สะดวก

 

Tips:

ถ้าลังเลระหว่างสองขนาด ให้เลือกขนาดใหญ่กว่าเสมอ เพราะส่วนต่างราคาตู้มักน้อยกว่าค่าเปลี่ยนตู้ใหม่ทั้งใบ เมื่อช่องเต็มในอีกไม่กี่ปี

เช็คลิสต์เลือกตู้ควบคุมไฟฟ้าในบ้าน

ข้อควรระวังก่อนเลือกขนาด

จำนวนช่องไม่ใช่ตัวเดียวที่ต้องดู เพราะตู้ที่มีช่องพอแต่บัสบาร์รับกระแสไม่พอก็ใช้งานจริงไม่ได้ ก่อนสรุปขนาดควรตรวจ 3 จุดนี้ให้ครบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหลังติดตั้ง

1. บัสบาร์ต้องรับกระแสรวมได้

ตู้ช่องเยอะแต่บัสบาร์เล็กเกินไปจะร้อนและเสี่ยงอันตราย ต้องเลือก Busbar Rating ให้รองรับกระแสรวมสูงสุดของทุกวงจรได้อย่างปลอดภัย ไม่ใช่ดูแค่จำนวนช่องอย่างเดียว

2. Breaker ต้องรองรับการใช้งานร่วมกับตู้

ตู้แต่ละยี่ห้อถูกออกแบบให้ใช้งานร่วมกับเซอร์กิตเบรกเกอร์บางรุ่นหรือบางซีรีส์โดยเฉพาะ เช่น ตู้ Schneider ต้องใช้ MCB ซีรีส์ที่รองรับอย่าง Acti 9 หรือ Easy9 การใส่ Breaker ผิดซีรีส์ทำให้ต่อไม่แน่นและเสี่ยงเกิดความร้อนสะสมที่จุดสัมผัส

3. ควรเผื่อช่องสำหรับการขยายระบบในอนาคต

การเลือกตู้ที่มีจำนวนช่องพอดีกับการใช้งานปัจจุบันอาจดูคุ้มค่าในระยะสั้น แต่หากมีการเพิ่มเครื่องปรับอากาศ เครื่องจักร หรือวงจรไฟฟ้าใหม่ในอนาคต อาจทำให้ช่องภายในตู้ไม่เพียงพอ ดังนั้นควรเผื่อช่องสำรองไว้ประมาณ 20–25% เพื่อรองรับการขยายระบบและลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนตู้ใหม่ในภายหลัง

ข้อควรระวัง:

อย่าเลือกขนาดตู้แบบพอดีเป๊ะกับวงจรปัจจุบัน เพราะเมื่อต้องเพิ่มวงจรจะไม่มีช่องเหลือ และการเปลี่ยนตู้ใหม่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเผื่อช่องตั้งแต่แรกมาก

สรุป

ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟสมีขนาดตั้งแต่ 4 ช่องถึง 36 ช่อง โดยขนาดยอดนิยมคือ 12, 18 และ 24 ช่อง วิธีเลือกที่ถูกต้อง คือนับจำนวนช่องจาก Breaker จริง (1P=1, 2P=2, 3P=3 ช่อง) แล้วบวกช่องเผื่ออนาคตอีก 25% ไม่ใช่นับเป็นจำนวนวงจร

เมื่อได้จำนวนช่องแล้ว อย่าลืมตรวจ Busbar Rating และความ Compatible ของ Breaker ควบคู่ไปด้วย เลือกขนาดให้พอดีตั้งแต่แรกจะช่วยประหยัดทั้งงบและเวลาในระยะยาว

FAQ

Q1: ตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟส ขนาดไหนนิยมที่สุด?

A: ขนาด 12, 18 และ 24 ช่องนิยมที่สุด เพราะครอบคลุมตั้งแต่บ้าน 3 เฟส อาคารพาณิชย์ ไปจนถึงโรงงานขนาดเล็กถึงกลาง

Q2: บ้าน 3 เฟสควรใช้ตู้กี่ช่อง?

A: ใช้ 10-12 ช่องก็เพียงพอ เพราะรองรับแอร์ ปั๊มน้ำ เครื่องทำน้ำอุ่น และวงจรปลั๊กแสงสว่างพร้อมเผื่อช่องได้

Q3: ควรเผื่อช่องไว้กี่เปอร์เซ็นต์?

A: ประมาณ 25% ของจำนวนช่องที่ใช้จริง เพื่อรองรับวงจรที่อาจเพิ่มในอนาคตโดยไม่ต้องเปลี่ยนตู้ใหม่

Q4: Breaker 3P ใช้กี่ช่อง?

A: ใช้ 3 ช่องต่อตัว เพราะตัดทั้ง 3 เฟสพร้อมกัน ส่วน 1P ใช้ 1 ช่อง และ 2P ใช้ 2 ช่อง

Q5: ถ้าช่องเต็มแล้วเพิ่มทีหลังได้ไหม?

A: ถ้ายังมีช่องว่างบนบัสบาร์ก็เพิ่ม Branch Breaker ได้ แต่ถ้าช่องเต็มต้องเปลี่ยนตู้ใหญ่ขึ้น จึงควรเผื่อช่องตั้งแต่เลือกขนาดแรก


หากต้องการตู้โหลดเซ็นเตอร์ 3 เฟสพร้อม Breaker ที่เหมาะกับการใช้งาน SK Power Electric มีทีมวิศวกรพร้อมช่วยประเมินจำนวนช่องและเลือกขนาดตู้ให้ตรงกับงานของคุณ

ดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ สินค้าของเรา


☎️ Tel: 093-596-4288

🟢 Line: sk_powerelectric

📬 Email: sk_project2@hotmail.com

📘 Facebook: SK Power Electric

ผลงานของเรา

Cable Tray คือรางเดินสายไฟที่ใช้รองรับ และจัดระเบียบสายไฟฟ้าที่เดินออกจากตู้ไฟฟ้า ไปยังจุดโหลดต่าง ๆ ภายในโรงงาน อาคาร และงานระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่
Earth Leakage (ELCB/RCD) ป้องกันไฟดูดในวงจรย่อย ส่วน Ground Fault Protection (GFP) ป้องกันความเสียหายของระบบไฟฟ้าในตู้ MDB จากกระแสรั่วลงดิน
Detuned Reactor คือตัวเหนี่ยวนำที่ต่ออนุกรมกับ Cap Bank เพื่อป้องกันการเกิด Resonance จาก Harmonic ในระบบไฟฟ้า ทำให้ Cap Bank ทำงานได้ปลอดภัย
Thermal Scan ตู้ไฟฟ้า คือการใช้กล้องอินฟราเรดตรวจหาจุดร้อนผิดปกติในตู้ MDB และตู้คอนโทรล เพื่อป้องกันไฟฟ้าขัดข้องและอัคคีภัย
ตู้ Synchronizing Panel คือตู้ไฟฟ้าที่ใช้เชื่อม Generator หลายตัวหรือเชื่อมกับการไฟฟ้า โดยควบคุมแรงดัน ความถี่ และเฟสให้ตรงกันก่อนจ่ายไฟร่วมกัน
Harmonics คือคลื่นไฟฟ้าผิดเพี้ยนที่เกิดจากโหลดอย่าง VFD, UPS และหลอด LED ทำให้ระบบไฟมีความถี่แปลกปลอม