Type Test vs Routine Test ตู้ไฟฟ้า ต่างกันอย่างไร ต้องทำอะไรบ้าง

27 July 2026

Routine Test เป็นการทดสอบตู้ไฟฟ้าทุกใบก่อนส่งมอบ เพื่อยืนยันว่าตู้ประกอบถูกต้องและพร้อมใช้งาน ส่วน Type Test เป็นการทดสอบตู้ไฟฟ้าต้นแบบ เพื่อยืนยันว่าการออกแบบผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัย และประสิทธิภาพ เช่น IEC 61439 ก่อนผลิตจริง

บทความนี้จะพาไปดูความแตกต่างระหว่าง Type Test และ Routine Test รายการทดสอบตามมาตรฐาน IEC 61439 และวิธีตรวจสอบว่าตู้ไฟฟ้าผ่านการทดสอบครบถ้วนหรือไม่

Type Test และ Routine Test คืออะไร?

Type Test (การทดสอบตามแบบ) คือการทดสอบ ตู้ไฟฟ้าต้นแบบ เพื่อยืนยันว่าการออกแบบผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัย และประสิทธิภาพ หากผ่านการทดสอบแล้ว ตู้ไฟฟ้าที่ผลิตตามแบบเดียวกันสามารถอ้างอิงผลการทดสอบนี้ได้ โดยไม่ต้องทดสอบ Type Test ใหม่ทุกใบ

Routine Test (การทดสอบประจำ) คือการทดสอบ ตู้ไฟฟ้าทุกใบก่อนส่งมอบ เพื่อตรวจสอบว่าการผลิต และการประกอบถูกต้องตามแบบที่ผ่าน Type Test และมั่นใจว่าตู้แต่ละใบพร้อมใช้งานอย่างปลอดภัย

จุดสำคัญ:

Type Test รับรองการออกแบบ ส่วน Routine Test รับรองการผลิต ตู้ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานต้องผ่านทั้งสองอย่าง ไม่ใช่แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง

Type Test ตาม IEC 61439 มีการทดสอบอะไรบ้าง?

Type Test ตามมาตรฐาน IEC 61439 ครอบคลุมการทดสอบหลายด้าน เพื่อยืนยันว่าตู้ไฟฟ้ามีความปลอดภัย แข็งแรง และสามารถใช้งานได้ตามที่ออกแบบไว้ โดยมีรายการทดสอบหลัก ดังนี้

1. การทดสอบอุณหภูมิ (Temperature Rise Test)

ตู้ไฟฟ้าต้องรับโหลดตามพิกัดได้ โดยไม่ร้อนเกินกว่าที่กำหนด IEC 61439 กำหนดว่าอุณหภูมิของส่วนประกอบแต่ละชนิดต้องไม่เกินค่าสูงสุด เช่น จุดต่อสายต้องไม่เกิน 70°C เหนืออุณหภูมิแวดล้อม การทดสอบนี้ใช้เวลานานหลายชั่วโมงเพื่อ stabilize อุณหภูมิ เพื่อให้แน่ใจว่าตู้ทำงานในสภาวะจริงได้ปลอดภัย

2. การทดสอบความทนทานต่อฉนวน (Dielectric Properties Test)

ทดสอบความทนทานของฉนวนในตู้ต่อแรงดันไฟฟ้าสูงกว่าปกติ โดยทั่วไปใช้แรงดัน 2,500V AC หรือสูงกว่า เป็นเวลา 1 วินาที เพื่อยืนยันว่าฉนวนไม่เสียหาย และไม่มีการรั่วไหลของกระแสที่อันตราย

3. การทดสอบความสามารถทนกระแสลัดวงจร (Short-circuit Withstand Strength)

นี่คือ การทดสอบที่สำคัญที่สุดสำหรับงานโรงงานและอาคารใหญ่ ตู้ไฟฟ้าต้องทนต่อกระแสลัดวงจรได้ตามค่า Icw (Rated Short-time Withstand Current) ที่ระบุไว้ในแบบ โดยไม่เสียหายหรือเกิดอันตราย

จากประสบการณ์ของทีม SK : ค่า Icw ที่พบบ่อยในงานอุตสาหกรรมอยู่ที่ 25kA, 50kA หรือ 65kA ขึ้นกับขนาดระบบไฟฟ้า

4. การทดสอบประสิทธิผลของการต่อลงดิน (Effectiveness of Protective Circuit)

การทดสอบนี้ใช้ตรวจสอบว่าวงจรป้องกัน และระบบสายดินทำงานได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้สามารถระบายกระแสฟอล ต์และทำให้อุปกรณ์ป้องกันตัดวงจรได้อย่างปลอดภัย

5. การทดสอบระยะห่างระหว่างชิ้นส่วนนำไฟฟ้า (Clearance and Creepage)

การทดสอบนี้ใช้ตรวจสอบว่าระยะห่างระหว่างชิ้นส่วนนำไฟฟ้าเป็นไปตามข้อกำหนดของ IEC 61439 เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดการอาร์ก (Arc) หรือไฟฟ้าลัดวงจร (Flashover)

6. การทดสอบทางกล (Mechanical Operation)

การทดสอบนี้ใช้ตรวจสอบการทำงาน และความแข็งแรงของชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น ประตูตู้ บานพับ ล็อก และกลไกการเปิด-ปิด เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและทนทาน

Tips:

ก่อนสั่งซื้อตู้ไฟฟ้า ขอดู Type Test Certificate จากผู้ผลิต และตรวจว่า certificate นั้นออกโดยหน่วยงานที่เป็นที่ยอมรับ เช่น KEMA, TÜV, Intertek หรือ SGS

Routine Test ตาม IEC 61439 มีการทดสอบอะไรบ้าง?

Routine Test ใช้เวลาน้อยกว่า Type Test มาก แต่ต้องทำกับตู้ทุกใบ ตู้ไฟฟ้าแต่ละใบที่ผลิตออกมาต้องผ่านการตรวจสอบเหล่านี้ก่อนออกจากโรงงาน รายการหลักที่ IEC 61439 กำหนดมีดังนี้

1. ตรวจสอบความถูกต้องของ Wiring และ Connections

ตรวจว่าการเดินสายไฟในตู้ถูกต้องตาม Wiring Diagram ขนาดสายถูกต้อง และจุดต่อสายทุกจุดขันแน่นตามค่า Torque ที่กำหนด การตรวจสอบจุดนี้ช่วยป้องกันปัญหาสายหลวมที่อาจทำให้เกิดความร้อน และไฟไหม้ในภายหลัง

2. ทดสอบฉนวน (Insulation Resistance Test)

การทดสอบนี้ใช้ตรวจสอบสภาพของฉนวนภายในตู้ไฟฟ้า เพื่อป้องกันการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้า โดยวัดค่าความต้านทานฉนวนด้วย Megger ที่แรงดัน 500V DC หรือ 1,000V DC ตามข้อกำหนดของระบบ

3. ทดสอบแรงดันไฟฟ้า (Dielectric Test)

การทดสอบนี้ใช้ยืนยันว่าฉนวนของตู้ไฟฟ้าสามารถทนต่อแรงดันไฟฟ้าสูงได้ โดยจ่ายแรงดันสูงกว่าปกติในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อตรวจสอบว่าไม่มีการทะลุของฉนวนหรือกระแสไฟฟ้ารั่ว

4. ตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ (Mechanical and Electrical Operation)

การทดสอบนี้ใช้ตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ภายในตู้ เช่น เบรกเกอร์ คอนแทคเตอร์ รีเลย์ และอุปกรณ์ควบคุม เพื่อยืนยันว่าสามารถทำงานได้ถูกต้องทั้งการสั่งงานด้วยมือ และระบบอัตโนมัติ

5. ตรวจสอบการต่อลงดิน (Protective Measures Check)

การตรวจสอบนี้ใช้ยืนยันว่าระบบสายดิน และวงจรป้องกันเชื่อมต่อได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้ตู้ไฟฟ้าสามารถป้องกันอันตรายจากกระแสฟอลต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไม Routine Test Report ถึงสำคัญต่อผู้ซื้อตู้ไฟฟ้า?

ผู้ซื้อตู้ไฟฟ้าหลายรายเข้าใจว่าแค่มี Type Test Certificate ก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง Routine Test Report ที่ออกให้เป็นรายตู้สำคัญกว่าในแง่การรับประกันคุณภาพการผลิต เพราะมันจะบงบอกว่าตู้ใบนี้ที่คุณรับไปผ่านการตรวจสอบครบถ้วนแล้ว ไม่ใช่แค่ตู้ต้นแบบที่เคยผ่านการทดสอบ เมื่อหลายปีก่อน

ในการสั่งซื้อตู้ไฟฟ้าสำหรับโรงงานหรืออาคารใหญ่ ควรระบุในสัญญาว่าต้องการ Routine Test Report ประกอบกับตู้ทุกใบ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการส่งมอบงาน

จุดสำคัญ:

Routine Test Report ต้องระบุ: หมายเลขซีเรียลของตู้, วันที่ทดสอบ, ค่าที่วัดได้จริง, และลายเซ็นของผู้ตรวจสอบ ถ้าเอกสารไม่ครบหรือใส่แค่ “ผ่าน/ไม่ผ่าน” โดยไม่มีตัวเลข ให้ขอเพิ่มเติม

Type Test กับ Routine Test ต่างกันอย่างไร สรุปเป็นตาราง

ความแตกต่างระหว่าง Type Test และ Routine Test สามารถเปรียบเทียบได้จากวัตถุประสงค์ ขั้นตอนการทดสอบ และเอกสารที่ได้รับ ดังตารางต่อไปนี้

หัวข้อเปรียบเทียบ Type Test Routine Test
วัตถุประสงค์ รับรองการออกแบบ รับรองการผลิต
ทำกับตู้ใด ต้นแบบ (1 ใบ) ทุกใบที่ผลิต
ความถี่ ครั้งเดียว (หรือเมื่อแบบเปลี่ยน) ทุกครั้งก่อนส่งมอบ
ระยะเวลา หลายวัน (เต็มชุดการทดสอบ) ไม่กี่ชั่วโมงต่อตู้
หน่วยงานทดสอบ Third-party lab ที่ได้รับการรับรอง ผู้ผลิตสามารถทำได้เอง
เอกสารที่ได้ Type Test Certificate Routine Test Report
มาตรฐาน IEC 61439 Clause 10.10 IEC 61439 Clause 10.9

สรุป

Type Test และ Routine Test เป็นการทดสอบที่มีบทบาทต่างกัน แต่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดย Type Test ใช้รับรองว่าการออกแบบตู้ไฟฟ้าผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ส่วน Routine Test ใช้ยืนยันว่าตู้ไฟฟ้าแต่ละใบผลิตและประกอบได้ถูกต้อง พร้อมใช้งานก่อนส่งมอบ

ดังนั้น ก่อนเลือกซื้อตู้ไฟฟ้า ไม่ควรตรวจสอบเพียง Type Test Certificate เท่านั้น แต่ควรขอ Routine Test Report ของตู้ที่ได้รับจริงด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าตู้ไฟฟ้าผ่านการทดสอบครบถ้วนตามมาตรฐาน IEC 61439 และสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว

FAQ

Q1: Type Test Certificate มีอายุนานเท่าไหร่?

A: Type Test Certificate ไม่มีวันหมดอายุ หากการออกแบบตู้ไม่เปลี่ยนแปลง ถ้ามีการปรับเปลี่ยนขนาด รูปแบบ หรืออุปกรณ์หลักในตู้ ต้องทำ Type Test ใหม่

Q2: ผู้ผลิตตู้ไฟฟ้าในไทยสามารถออก Routine Test Report เองได้ไหม?

A: ได้ ตาม IEC 61439 ผู้ผลิตสามารถทำ Routine Test เองและออก Routine Test Report ได้ แต่ต้องมีอุปกรณ์ทดสอบที่ได้รับการ calibrate และมีขั้นตอนการทดสอบที่เป็นเอกสาร Type Test ต่างหากต้องใช้ Third-party lab

Q3: ตู้ไฟฟ้าที่ผ่านแค่ Routine Test แต่ไม่มี Type Test ใช้ได้ไหม?

A: ไม่ได้ ตาม IEC 61439 ตู้ต้องผ่านทั้งสองอย่าง ตู้ที่มีแค่ Routine Test แต่ไม่มี Type Test ถือว่าไม่ครบตามมาตรฐาน ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการตรวจรับงานหรือการทำประกันภัย

Q4: IEC 61439 กับ มอก. ของไทยต่างกันอย่างไร?

A: มาตรฐาน มอก. ของไทยสำหรับตู้ไฟฟ้าแรงต่ำอ้างอิงจาก IEC 61439 เป็นส่วนใหญ่ แต่อาจมีข้อกำหนดเฉพาะเพิ่มเติม ในทางปฏิบัติ ตู้ที่ผ่าน IEC 61439 มักยอมรับได้ในโครงการที่ใช้มาตรฐานไทย

Q5: Short-circuit Withstand ใน Type Test ต้องทดสอบที่กระแสเท่าไหร่?

A: ขึ้นกับค่า Icw ที่ผู้ผลิตระบุในแบบ ซึ่งต้องสอดคล้องกับค่ากระแสลัดวงจรของระบบที่ตู้จะไปติดตั้ง สำหรับงานโรงงานทั่วไปในไทย ค่า Icw ที่พบบ่อยอยู่ที่ 25-50kA


หากกำลังมองหาผู้ผลิตตู้ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน IEC 61439 พร้อมเอกสาร Type Test Certificate และ Routine Test Report ครบถ้วน SK Power Electric พร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบ ผลิต และทดสอบตู้ไฟฟ้า เพื่อให้คุณมั่นใจในคุณภาพ ความปลอดภัย และความพร้อมใช้งานก่อนส่งมอบ

สามารถดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ ผลิตภัณฑ์ตู้ควบคุมไฟฟ้า


☎️ Tel: 093-596-4288

🟢 Line: sk_powerelectric

📬 Email: sk_project2@hotmail.com

📘 Facebook: SK Power Electric

ผลงานของเรา

Type Test คือทดสอบต้นแบบตาม IEC 61439 ส่วน Routine Test คือทดสอบทุกตู้ก่อนส่งมอบ รู้ความต่างก่อนซื้อตู้ไฟฟ้า ป้องกันปัญหาในระบบจริง
Lockout Tagout คือระบบควบคุมพลังงานอันตราย โดยล็อกแหล่งพลังงานและติดป้ายเตือน เพื่อป้องกันการเดินเครื่องจักรหรือจ่ายพลังงานระหว่างซ่อมบำรุงอย่างไม่ตั้งใจ
Power Meter คืออุปกรณ์วัดพลังงานไฟฟ้าแบบ Real-time ในตู้ MDB ช่วยให้เห็นค่า kW, kWh, PF, THD และวางแผนบริหารพลังงานได้อย่างมีข้อมูล
NEMA และ IP Rating ต่างกันทั้งมาตรฐานและขอบเขต IP ใช้ตัวเลขบอกกันฝุ่นน้ำ ส่วน NEMA ครอบคลุมมากกว่า รวมถึงความทนสภาพแวดล้อมอื่น ๆ
Cable Tray คือรางเดินสายไฟที่ใช้รองรับ และจัดระเบียบสายไฟฟ้าที่เดินออกจากตู้ไฟฟ้า ไปยังจุดโหลดต่าง ๆ ภายในโรงงาน อาคาร และงานระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่
Earth Leakage (ELCB/RCD) ป้องกันไฟดูดในวงจรย่อย ส่วน Ground Fault Protection (GFP) ป้องกันความเสียหายของระบบไฟฟ้าในตู้ MDB จากกระแสรั่วลงดิน