ทุกครั้งที่คุณกดสวิตช์เปิดไฟในบ้านหรือเดินเครื่องจักรในโรงงาน กระแสไฟฟ้าที่ไหลมาถึงมือคุณนั้นผ่านระบบที่ซับซ้อนและยาวไกลอย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่โรงไฟฟ้าที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร ผ่านสายส่งแรงสูง ลดแรงดันลงมาเรื่อยๆ จนถึงปลั๊กไฟในบ้านคุณ ทั้งหมดนี้คือ ระบบ การส่งและจ่ายไฟฟ้า (Electric Power Transmission and Distribution System) วันนี้เราจะอธิบายให้คุณเข้าใจทั้งระบบอย่างครบถ้วน
ระบบ การส่งและจ่ายไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ระบบการส่งไฟฟ้า (Transmission System) ที่ทำหน้าที่ส่งไฟฟ้าแรงสูงในระยะทางไกลจากโรงไฟฟ้าไปยังสถานีไฟฟ้าย่อย และ ระบบการจ่ายไฟฟ้า (Distribution System) ที่ลดแรงดันลงมาแล้วจ่ายไฟฟ้าให้ถึงมือผู้ใช้ปลายทาง ทั้งสองส่วนนี้ทำงานสอดประสานกันเพื่อให้ไฟฟ้าไหลจากแหล่งผลิตถึงทุกบ้านเรือนและทุกโรงงานอย่างต่อเนื่อง
ระบบการส่งไฟฟ้า (Transmission System)
ระบบการส่งไฟฟ้า คือส่วนที่รับผิดชอบในการนำกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าส่งไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยในพื้นที่ต่างๆ โดยใช้แรงดันไฟฟ้าสูงมาก (ตั้งแต่ 69kV ไปจนถึง 500kV) เพื่อลดการสูญเสียพลังงานระหว่างทาง หลักการสำคัญคือ เมื่อเพิ่มแรงดันไฟฟ้าให้สูงขึ้น กระแสไฟฟ้าจะลดลง ทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในสายส่งน้อยลง (ตามสูตร Power Loss = I²R) จึงประหยัดพลังงานในการส่งไฟฟ้าระยะไกลได้มาก

ส่วนประกอบหลักของระบบการส่งไฟฟ้า
1. สถานีไฟฟ้าแรงสูง (Substation)
สถานีไฟฟ้าแรงสูงเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการส่งไฟฟ้า ทำหน้าที่รับกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า (ซึ่งผลิตไฟฟ้าที่แรงดันประมาณ 11-25kV) แล้วใช้ หม้อแปลงไฟฟ้าแบบ Step-up เพิ่มแรงดันให้สูงขึ้นเป็น 115kV, 230kV หรือ 500kV เพื่อให้เหมาะสมกับการส่งในระยะทางไกล ภายในสถานียังมีอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ เช่น Circuit Breaker, Disconnect Switch และ Lightning Arrester เพื่อรักษาความปลอดภัยของระบบ ในประเทศไทย สถานีไฟฟ้าแรงสูงอยู่ภายใต้การดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
2. สายส่งไฟฟ้า (Transmission Lines)
สายส่งไฟฟ้าแรงสูงทำหน้าที่เป็นเส้นทางหลักในการนำกระแสไฟฟ้าจากสถานีไฟฟ้าต้นทางไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยปลายทาง สายส่งส่วนใหญ่ทำจากอะลูมิเนียมเสริมแกนเหล็ก (ACSR – Aluminium Conductor Steel Reinforced) เพราะมีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ในประเทศไทยมีสายส่งแรงสูงทอดยาวจากภาคเหนือลงมาถึงภาคใต้ ครอบคลุมระยะทางรวมหลายหมื่นกิโลเมตร โดยส่งไฟฟ้าที่ระดับแรงดัน 115kV, 230kV และ 500kV
3. เสาไฟฟ้า (Power Poles / Transmission Towers)
เสาไฟฟ้าสำหรับระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงมีลักษณะเป็นเสาเหล็กขนาดใหญ่ (Steel Lattice Tower) สูงตั้งแต่ 30-60 เมตร ออกแบบมาให้รับน้ำหนักของสายส่งและทนต่อแรงลมได้ ระยะห่างระหว่างสายแต่ละเฟสต้องเพียงพอเพื่อป้องกันอาร์กไฟฟ้า (Arc Flash) ในบางพื้นที่ที่ผ่านเมืองหรือแหล่งน้ำ อาจใช้สายส่งใต้ดิน (Underground Transmission Cable) แทน แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่ช่วยลดผลกระทบต่อทัศนียภาพ
4. ระบบควบคุมการจ่ายไฟฟ้า (Control Systems)
ระบบควบคุมเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบส่งไฟฟ้าทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ โดยใช้ระบบ SCADA (Supervisory Control and Data Acquisition) ในการตรวจสอบและควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ทุกตัวแบบ Real-time วิศวกรสามารถเห็นค่าแรงดัน กระแส กำลังไฟฟ้า และอุณหภูมิของอุปกรณ์ทุกจุดจากห้องควบคุมส่วนกลาง หากเกิดความผิดปกติ ระบบจะแจ้งเตือนทันทีและสามารถสั่งตัดวงจรจากระยะไกลได้
จุดสำคัญ:
หลักการสำคัญของระบบส่งไฟฟ้า คือ “ยิ่งส่งไกล ยิ่งต้องใช้แรงดันสูง” เพราะแรงดันสูงจะทำให้กระแสต่ำ ลดการสูญเสียพลังงานจากความร้อนในสายส่ง ตัวอย่างเช่น การส่งไฟฟ้า 100MW ที่แรงดัน 500kV จะสูญเสียพลังงานน้อยกว่าส่งที่แรงดัน 115kV ถึง 20 เท่า
ระบบการจ่ายไฟฟ้า (Distribution System)
ระบบการจ่ายไฟฟ้า คือส่วนที่รับช่วงต่อจากระบบส่งไฟฟ้า โดยลดแรงดันไฟฟ้าจากระดับสูงลงมาเป็นระดับที่ผู้ใช้ปลายทางสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ในประเทศไทย ระบบจ่ายไฟฟ้าอยู่ภายใต้การดูแลของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สำหรับพื้นที่ต่างจังหวัด

ส่วนประกอบหลักของระบบการจ่ายไฟฟ้า
1. สถานีไฟฟ้าย่อย (Distribution Substation)
สถานีไฟฟ้าย่อยรับกระแสไฟฟ้าจากระบบส่งไฟฟ้าแรงสูง (115kV หรือ 69kV) แล้วใช้ หม้อแปลง Step-down ลดแรงดันลงเป็นระดับแรงกลาง (Medium Voltage) คือ 22kV หรือ 33kV สำหรับจ่ายไปยังพื้นที่ต่างๆ ภายในสถานีจะมีอุปกรณ์สวิตช์เกียร์ (Switchgear), ตู้ Ring Main Unit (RMU) และระบบป้องกันครบครัน เพื่อควบคุมการจ่ายไฟให้มีเสถียรภาพ จากสถานีไฟฟ้าย่อย ไฟฟ้า 22kV จะถูกส่งต่อไปยังหม้อแปลงขนาดเล็กที่ติดตั้งบนเสาไฟฟ้าหรือในห้องไฟฟ้า เพื่อลดแรงดันลงอีกครั้งเป็น 380/220V ก่อนจ่ายให้ผู้ใช้
2. สายไฟฟ้า (Distribution Lines)
สายไฟฟ้าในระบบจ่ายไฟแบ่งออกเป็น 2 ระดับแรงดัน ได้แก่
สายไฟฟ้าแรงกลาง (Medium Voltage Lines) รองรับแรงดัน 22kV หรือ 33kV ใช้จ่ายไฟจากสถานีไฟฟ้าย่อยไปยังหม้อแปลงที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ เหมาะสำหรับการจ่ายไฟไปยังโรงงานอุตสาหกรรม อาคารขนาดใหญ่ หรือพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก
สายไฟฟ้าแรงต่ำ (Low Voltage Lines) รองรับแรงดัน 380/220V เป็นสายที่ส่งไฟฟ้าจากหม้อแปลงไปยังบ้านเรือน ร้านค้า และอาคารขนาดเล็กโดยตรง ผู้ใช้ไฟบ้านทั่วไปจะได้รับไฟ 1 เฟส 220V ส่วนผู้ใช้ไฟขนาดใหญ่จะได้รับไฟ 3 เฟส 380V
3. เสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าใต้ดิน (Poles and Underground Cables)
สายไฟฟ้าในระบบจ่ายไฟส่วนใหญ่จะเดินบนเสาไฟฟ้าคอนกรีต ซึ่งเป็นวิธีที่ประหยัดและบำรุงรักษาง่าย แต่ในบางพื้นที่ เช่น ย่านธุรกิจใจกลางเมือง เขตท่องเที่ยว หรือพื้นที่ที่มีสภาพอากาศรุนแรง จะใช้การฝังสายไฟฟ้าใต้ดิน (Underground Cable) แทน สายใต้ดินมีข้อดีคือไม่ได้รับผลกระทบจากพายุหรือต้นไม้ล้มทับ และไม่บดบังทัศนียภาพ แต่มีค่าติดตั้งและซ่อมบำรุงสูงกว่าหลายเท่า
4. มิเตอร์ไฟฟ้า (Electric Meters)
มิเตอร์ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งที่จุดเชื่อมต่อระหว่างระบบจ่ายไฟกับผู้ใช้ ทำหน้าที่วัดปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในหน่วยกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) เพื่อใช้คำนวณค่าไฟฟ้า มิเตอร์สมัยใหม่เป็นแบบดิจิทัล (Smart Meter) สามารถส่งข้อมูลการใช้ไฟฟ้าไปยังศูนย์ข้อมูลได้อัตโนมัติ ทำให้การอ่านมิเตอร์แม่นยำขึ้นและสามารถตรวจจับการใช้ไฟผิดปกติได้ทันที
5. ระบบป้องกัน (Protection Systems)
ระบบป้องกันในระบบจ่ายไฟฟ้ามีความสำคัญอย่างมากในการรักษาความปลอดภัย อุปกรณ์หลักที่ใช้ ได้แก่ เซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) สำหรับตัดวงจรอัตโนมัติเมื่อเกิดกระแสเกิน, ฟิวส์ (Fuse) สำหรับป้องกันกระแสลัดวงจร, รีเลย์ป้องกัน (Protective Relay) สำหรับตรวจจับความผิดปกติและสั่งตัดวงจร และ สายดิน (Grounding System) สำหรับป้องกันไฟรั่วและฟ้าผ่า อุปกรณ์เหล่านี้ทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันความเสียหายต่อทั้งระบบไฟฟ้าและผู้ใช้ไฟ
Tips:
สำหรับโรงงานหรืออาคารที่ต้องการความเสถียรสูง ควรออกแบบระบบจ่ายไฟแบบ Ring Main (วงแหวน) โดยใช้ตู้ RMU เพราะแม้สายไฟเส้นหนึ่งเกิดปัญหา ไฟฟ้ายังไหลได้จากอีกเส้นทางหนึ่ง ช่วยลดเวลาไฟฟ้าดับอย่างมาก
กระบวนการการส่งและจ่ายไฟฟ้า
การส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถึงมือผู้ใช้มีกระบวนการหลัก 4 ขั้นตอน ดังนี้

1. การผลิตไฟฟ้า (Power Generation)
ไฟฟ้าถูกผลิตขึ้นที่โรงไฟฟ้า ซึ่งมีหลายประเภทตามแหล่งพลังงาน ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ (เป็นแหล่งผลิตหลักของประเทศไทย คิดเป็นกว่า 50% ของกำลังผลิตทั้งหมด), โรงไฟฟ้าพลังน้ำ, โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน, โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลม เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะผลิตไฟฟ้า 3 เฟส ที่แรงดันประมาณ 11-25kV
2. การส่งไฟฟ้า (Transmission)
ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าจะถูกเพิ่มแรงดันโดยหม้อแปลง Step-up ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูง ให้เป็น 115kV, 230kV หรือ 500kV แล้วส่งผ่านสายส่งไฟฟ้าแรงสูงไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ การส่งไฟฟ้าในระดับแรงดันสูงช่วยลดการสูญเสียพลังงานในระหว่างทาง ทำให้ไฟฟ้าเดินทางได้หลายร้อยกิโลเมตรโดยสูญเสียพลังงานเพียงเล็กน้อย
3. การจ่ายไฟฟ้า (Distribution)
ที่สถานีไฟฟ้าย่อย แรงดันไฟฟ้าจะถูกลดลงเป็น 22kV หรือ 33kV แล้วจ่ายผ่านสายแรงกลางไปยังหม้อแปลงจำหน่าย (Distribution Transformer) ที่ติดตั้งบนเสาไฟฟ้าหรือในห้องไฟฟ้าของอาคาร หม้อแปลงจำหน่ายจะลดแรงดันลงอีกครั้งเป็น 380/220V แล้วจ่ายผ่านสายไฟฟ้าแรงต่ำไปยังบ้านเรือน ร้านค้า โรงงาน และสถานประกอบการต่างๆ
4. การใช้ไฟฟ้า (Consumption)
ผู้ใช้ปลายทางรับไฟฟ้าผ่านมิเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะบันทึกปริมาณการใช้ไฟฟ้าเป็นหน่วย kWh เพื่อใช้คำนวณค่าไฟฟ้ารายเดือน ไฟฟ้าที่ได้รับจะถูกนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า แสงสว่าง ระบบปรับอากาศ เครื่องจักร และอุปกรณ์ต่างๆ ตามความต้องการ
จุดสำคัญ:
จากโรงไฟฟ้าถึงบ้านคุณ แรงดันไฟฟ้าถูกปรับเปลี่ยนหลายครั้ง เริ่มจาก 11-25kV (โรงไฟฟ้า) เพิ่มเป็น 115-500kV (สายส่ง) ลดเป็น 22-33kV (สายจ่ายแรงกลาง) และลดอีกครั้งเป็น 380/220V (ที่บ้าน) การปรับแรงดันแต่ละครั้งใช้หม้อแปลงไฟฟ้า
การควบคุมและการบำรุงรักษา

1. การควบคุมระบบไฟฟ้า
ระบบ SCADA (Supervisory Control and Data Acquisition) เป็นเครื่องมือหลักที่ใช้ควบคุมและติดตามการทำงานของระบบส่งและจ่ายไฟฟ้าทั้งหมด วิศวกรที่ศูนย์ควบคุมสามารถตรวจสอบสถานะของหม้อแปลง สวิตช์เกียร์ และอุปกรณ์ทุกตัวในระบบได้แบบ Real-time สามารถสั่งเปิด-ปิดวงจร สับเปลี่ยนเส้นทางจ่ายไฟ และตัดวงจรฉุกเฉินได้จากระยะไกล นอกจากนี้ระบบยังบันทึกข้อมูลย้อนหลังเพื่อใช้วิเคราะห์แนวโน้มและวางแผนบำรุงรักษา
2. การบำรุงรักษา
การบำรุงรักษาระบบส่งและจ่ายไฟฟ้าต้องดำเนินการอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น งานบำรุงรักษาหลักประกอบด้วย การตรวจสอบสภาพสายส่งและสายจ่ายไฟฟ้า (ดูรอยชำรุด รอยไหม้ หรือการหย่อนตัว), การตรวจสอบหม้อแปลงไฟฟ้า (ตรวจระดับน้ำมัน วัดค่าฉนวน ตรวจอุณหภูมิ), การทดสอบอุปกรณ์ป้องกัน (ทดสอบเบรกเกอร์ รีเลย์ สายดิน) และการตัดแต่งต้นไม้ที่อยู่ใกล้สายไฟฟ้า การบำรุงรักษาแบ่งเป็น 2 แบบ คือ บำรุงรักษาตามกำหนด (Preventive Maintenance) และบำรุงรักษาเมื่อเกิดปัญหา (Corrective Maintenance)
ความท้าทายในระบบ การส่งและจ่ายไฟฟ้า
แม้ว่าระบบส่งและจ่ายไฟฟ้าจะได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีความท้าทายหลายประการที่ต้องเผชิญ
การสูญเสียพลังงาน (Power Loss)
การส่งไฟฟ้าในระยะทางไกลย่อมมีการสูญเสียพลังงานในรูปของความร้อนที่เกิดขึ้นในสายส่ง (I²R Loss) แม้จะใช้แรงดันสูงเพื่อลดกระแสแล้วก็ตาม ค่าสูญเสียในระบบส่งและจ่ายไฟฟ้าของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 5-7% ของพลังงานที่ผลิตได้ทั้งหมด การใช้สายส่งที่มีค่าความต้านทานต่ำ การออกแบบเส้นทางที่สั้นที่สุด และการปรับแรงดันให้เหมาะสม ช่วยลดการสูญเสียนี้ได้
ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ
ระบบไฟฟ้าสามารถได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติหลายรูปแบบ ทั้งพายุฝนฟ้าคะนองที่ทำให้เกิดฟ้าผ่าลงสายส่ง น้ำท่วมที่ทำให้สถานีไฟฟ้าย่อยเสียหาย ต้นไม้ล้มทับสายไฟ หรือแผ่นดินไหวที่ทำให้เสาไฟฟ้าเอียงหรือหัก การป้องกันภัยเหล่านี้ต้องอาศัยการออกแบบโครงสร้างที่แข็งแรง ติดตั้ง Lightning Arrester ที่เพียงพอ และมีระบบสำรองจ่ายไฟ (Backup Power) สำหรับพื้นที่สำคัญ
การจัดการโหลด (Load Management)
ความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่คงที่ตลอดทั้งวัน ช่วงเวลาเย็น (Peak Hour) ซึ่งผู้คนกลับบ้านเปิดเครื่องปรับอากาศพร้อมกัน ทำให้ความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ระบบจ่ายไฟฟ้าต้องออกแบบให้รองรับ Peak Load ได้ แต่ในช่วงกลางคืนที่ความต้องการต่ำ กำลังผลิตส่วนเกินก็ถูกสูญเปล่า การจัดการโหลดที่ดีต้องอาศัยทั้งการวางแผนกำลังผลิต การใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และการส่งเสริมให้ผู้ใช้กระจายการใช้ไฟฟ้าออกไปในช่วงเวลาที่โหลดต่ำ
ข้อควรระวัง:
สำหรับโรงงานที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก ควรวางแผนระบบจ่ายไฟฟ้าภายในให้เหมาะสมตั้งแต่แรก เพราะการออกแบบระบบที่ไม่สมดุลจะทำให้เกิดปัญหา Voltage Drop, ความร้อนสะสม และค่าไฟฟ้าที่สูงเกินจำเป็น
สรุป
ระบบ การส่งและจ่ายไฟฟ้า เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของประเทศ ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ระบบส่งไฟฟ้า (Transmission) ที่ใช้แรงดันสูงส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าไปยังสถานีไฟฟ้าย่อย และระบบจ่ายไฟฟ้า (Distribution) ที่ลดแรงดันลงมาจ่ายให้ผู้ใช้ปลายทาง ระบบทั้งสองทำงานร่วมกันผ่านอุปกรณ์หลักอย่างหม้อแปลงไฟฟ้า สายส่ง สถานีไฟฟ้า และระบบควบคุม SCADA
การออกแบบระบบจ่ายไฟฟ้าที่ดีต้องคำนึงถึงทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการรองรับการขยายตัวในอนาคต ซึ่งต้องอาศัยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจระบบทั้งหมดอย่างถ่องแท้
FAQ
Q: ทำไมต้องเพิ่มแรงดันไฟฟ้าก่อนส่ง แล้วค่อยลดแรงดันเพื่อจ่าย
เพราะการเพิ่มแรงดันไฟฟ้าจะทำให้กระแสไฟฟ้าลดลง (ตามสูตร P = V x I) เมื่อกระแสต่ำลง การสูญเสียพลังงานจากความร้อนในสายส่งก็ลดลงตาม (Power Loss = I²R) ทำให้ส่งไฟฟ้าระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการลดแรงดันก่อนจ่ายให้ผู้ใช้เป็นเรื่องของความปลอดภัย เพราะแรงดันสูงเป็นอันตรายต่อชีวิต
Q: สายส่งไฟฟ้าทำจากวัสดุอะไร
สายส่งไฟฟ้าส่วนใหญ่ทำจากอะลูมิเนียมเสริมแกนเหล็ก (ACSR) เพราะมีน้ำหนักเบา แข็งแรง และราคาไม่แพง ส่วนสายจ่ายไฟฟ้าในเขตเมืองมักใช้สายทองแดงหุ้มฉนวน XLPE เพราะมีค่าความนำไฟฟ้าสูงกว่าและปลอดภัยกว่าสำหรับการใช้งานในพื้นที่ชุมชน
Q: หม้อแปลงไฟฟ้าทำหน้าที่อะไรในระบบ
หม้อแปลงไฟฟ้าทำหน้าที่เปลี่ยนระดับแรงดันไฟฟ้า โดยใช้หลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Induction) หม้อแปลง Step-up ใช้เพิ่มแรงดันเพื่อส่งไฟระยะไกล ส่วนหม้อแปลง Step-down ใช้ลดแรงดันเพื่อจ่ายไฟให้ผู้ใช้ ในระบบตั้งแต่โรงไฟฟ้าถึงบ้าน จะมีหม้อแปลงอย่างน้อย 3-4 ตัวทำงานเรียงกัน
Q: สถานีไฟฟ้าย่อย (Substation) มีหน้าที่อะไร
สถานีไฟฟ้าย่อยทำหน้าที่เป็นจุดกลางที่รับไฟฟ้าจากระบบส่งแรงสูง แล้วลดแรงดันลงเป็นระดับแรงกลาง (22-33kV) สำหรับจ่ายไปยังพื้นที่ต่างๆ ภายในสถานียังมีอุปกรณ์สวิตช์เกียร์สำหรับควบคุมเส้นทางจ่ายไฟ และอุปกรณ์ป้องกันเพื่อตัดวงจรเมื่อเกิดปัญหา
Q: ไฟฟ้าดับ (Blackout) เกิดจากอะไรได้บ้าง
ไฟฟ้าดับอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งอุปกรณ์ชำรุด (สายส่งขาด หม้อแปลงเสีย เบรกเกอร์ Trip), ภัยธรรมชาติ (พายุ ฟ้าผ่า น้ำท่วม ต้นไม้ล้ม), ความต้องการไฟฟ้าเกินกำลังผลิต (Overload), หรือความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน การออกแบบระบบที่มีสายจ่ายสำรอง ใช้ระบบ Ring Main และมีระบบตรวจสอบอัตโนมัติ จะช่วยลดโอกาสเกิดไฟดับได้อย่างมาก
หากคุณต้องการออกแบบหรือปรับปรุงระบบส่งและจ่ายไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น บริษัท เอสเค เพาเวอร์ อีเล็คทริค จำกัด (SK Power Electric) พร้อมให้บริการออกแบบระบบส่งและจ่ายไฟฟ้าครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์โหลด การออกแบบระบบ Single Line Diagram ไปจนถึงการผลิตตู้ไฟฟ้าและติดตั้งระบบจ่ายไฟฟ้าทั้งหมด
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >> สินค้าของเรา
บทความที่เกี่ยวข้อง
☎️ Tel: 093-596-4288
🟢 Line: sk_powerelectric
📬 Email: sk_project2@hotmail.com
📘 Facebook: SK Power Electric