เวลาซื้อตู้ไฟฟ้าหรือรับงานติดตั้ง คุณอาจเคยได้ยินคำว่า “IEC 61439” หรือ “Form 2B” หรือ “มอก.” แต่ไม่แน่ใจว่ามันสำคัญแค่ไหน คำตอบคือสำคัญมาก เพราะมาตรฐานตู้ไฟฟ้าเหล่านี้คือสิ่งที่บอกว่าตู้ที่คุณได้รับไปนั้นปลอดภัยจริงหรือเปล่า
มาตรฐานตู้ไฟฟ้า คืออะไร?
มาตรฐานตู้ไฟฟ้า คือข้อกำหนดที่กำหนดโดยองค์กรมาตรฐานสากลและระดับประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่วัสดุที่ใช้ผลิต ขนาดและความแข็งแรงของโครงสร้าง ค่าไฟฟ้าที่รองรับได้ ไปจนถึงการทดสอบก่อนส่งมอบ ในประเทศไทย มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับตู้ไฟฟ้ามีหลักๆ 2 ระดับ คือมาตรฐานสากล IEC และมาตรฐานไทย มอก.

มาตรฐาน IEC 61439 คืออะไร?
IEC 61439 คือมาตรฐานสากลหลักสำหรับตู้ไฟฟ้าและระบบแผงสวิทช์ ออกโดย International Electrotechnical Commission (IEC) ซึ่งเป็นองค์กรมาตรฐานไฟฟ้าระดับโลก กำหนดข้อกำหนดสำหรับการออกแบบ การผลิต และการทดสอบ Switchgear และ Control Gear ทั้งหมด
สิ่งที่ IEC 61439 กำหนด
มาตรฐาน IEC 61439 ครอบคลุมสิ่งสำคัญหลายอย่างที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและอายุการใช้งานของตู้ไฟฟ้า
ขีดจำกัดอุณหภูมิ (Temperature Rise) กำหนดว่าอุณหภูมิของส่วนต่างๆ ภายในตู้ต้องไม่สูงเกินค่าที่กำหนดเมื่อผ่านกระแสพิกัด เพื่อป้องกันความเสียหายจากความร้อน
ความทนต่อกระแสลัดวงจร (Short Circuit Withstand) ตู้ต้องทนต่อกระแสลัดวงจรสูงสุดที่กำหนดได้โดยไม่เกิดความเสียหายที่เป็นอันตราย นี่คือการทดสอบที่สำคัญที่สุดสำหรับความปลอดภัย
ความต่อเนื่องของวงจรกราวด์ ตรวจสอบว่าวงจรกราวด์ภายในตู้ทำงานได้อย่างต่อเนื่องและถูกต้อง
มาตรฐาน มอก. สำหรับตู้ไฟฟ้า
มอก. หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กำหนดโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งสำหรับตู้ไฟฟ้านั้น มาตรฐานที่เกี่ยวข้องได้แก่ มอก. ที่อ้างอิงมาจากมาตรฐาน IEC ซึ่งไทยนำมาประกาศใช้
นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงข้อกำหนดของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซึ่งมีข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับการติดตั้งระบบไฟฟ้าในพื้นที่รับผิดชอบของตน

Form ของตู้ไฟฟ้าคืออะไร?
Form (รูปแบบ) ของตู้ไฟฟ้าตามมาตรฐาน IEC 61439 กำหนดว่าภายในตู้มีผนังกั้น (Partition) ระหว่างส่วนต่างๆ มากแค่ไหน ยิ่ง Form สูง ยิ่งมีการแยกส่วนมาก ยิ่งปลอดภัย แต่ก็ยิ่งราคาสูงและตู้ใหญ่ขึ้นตาม
Form 1 – ไม่มีผนังกั้น
Form 1 เป็นตู้ที่ไม่มีผนังกั้นภายในเลย อุปกรณ์ทุกชิ้นอยู่ในช่องเดียวกัน เหมาะสำหรับงานที่มีงบจำกัดและโหลดไม่มาก ข้อเสียคือเมื่อต้องซ่อมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่ง ต้องตัดไฟทั้งตู้
Form 2B – มีผนังกั้นระหว่าง Incoming กับ Outgoing
Form 2B มีผนังกั้นระหว่างช่อง Incoming (ส่วนรับไฟ) กับช่อง Outgoing (ส่วนจ่ายไฟ) ทำให้สามารถทำงานในส่วน Outgoing โดยไม่ต้องหยุด Incoming ได้ เหมาะสำหรับอาคารพาณิชย์ทั่วไป
Form 3B – มีผนังกั้นระหว่างอุปกรณ์
Form 3B เพิ่มผนังกั้นระหว่าง Outgoing Circuit แต่ละชุดด้วย ทำให้สามารถทำงานในวงจรหนึ่งโดยที่วงจรอื่นยังจ่ายไฟได้ เหมาะสำหรับอาคารสูง โรงพยาบาล และโรงงานที่ต้องการความต่อเนื่องในการจ่ายไฟ
Form 4 – มีผนังกั้นรอบทุกชุดอุปกรณ์
Form 4 เป็น Form ที่มีความปลอดภัยสูงสุด มีผนังกั้นรอบทุกชุดอุปกรณ์ สามารถเปลี่ยนหรือบำรุงรักษาอุปกรณ์แต่ละชุดได้โดยไม่กระทบชุดอื่นเลย เหมาะสำหรับ Data Center โรงงานที่ต้องการ Uptime สูง
Tips: สำหรับโรงงานที่ต้องการลดเวลา Downtime ควรเลือกตู้ Form 3B หรือ Form 4 เพราะช่วยให้ทีมบำรุงรักษาสามารถทำงานในตู้ได้ขณะที่ระบบยังจ่ายไฟอยู่บางส่วน
IP Rating คืออะไร และต้องใช้เกรดไหน?
IP Rating (Ingress Protection Rating) คือตัวเลขที่บอกระดับการป้องกันของตู้ต่อการเข้าของวัตถุแข็งและน้ำ
IP20 – ป้องกันนิ้วมือเข้าตู้ เหมาะกับห้องไฟฟ้าทั่วไปที่ไม่มีฝุ่น
IP54 – ป้องกันฝุ่นและละอองน้ำจากทุกทิศทาง เหมาะกับพื้นที่ที่มีฝุ่นมากหรือมีละอองน้ำ
IP65 – ป้องกันฝุ่นได้ 100% และทนน้ำพ่นโดยตรง เหมาะกับกลางแจ้งหรือพื้นที่ล้างด้วยน้ำ
ข้อควรระวัง: การใช้ตู้ IP ต่ำในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นหรือความชื้นสูงทำให้ฝุ่นและน้ำเข้าตู้ นำไปสู่การกัดกร่อน ไฟรั่ว และเสี่ยงต่อไฟไหม้
สิ่งที่ต้องตรวจสอบเมื่อรับตู้ไฟฟ้า
เอกสาร Type Test ผู้ผลิตต้องแสดงผล Type Test จากสถาบันทดสอบที่ได้รับการรับรอง เช่น KEMA, TÜV หรือ Intertek
Test Report ประจำตู้ นอกจาก Type Test แล้ว ตู้แต่ละตัวต้องมี Routine Test Report ที่บันทึกผลการทดสอบของตู้นั้นๆ โดยเฉพาะ
ป้าย Nameplate ตู้ไฟฟ้าต้องมีป้ายบอกพิกัดที่ชัดเจน ได้แก่ พิกัดกระแส แรงดัน จำนวนเฟส ค่า Short Circuit Rating และมาตรฐานที่ใช้
Layout Diagram ผู้ผลิตต้องส่งมอบแบบ Single Line Diagram และ Layout Diagram ของตู้ไฟฟ้าพร้อมกัน

สรุป
มาตรฐานตู้ไฟฟ้าที่ต้องรู้มี 2 ระดับหลัก คือมาตรฐานสากล IEC 61439 และมาตรฐาน มอก. ของไทย นอกจากนี้ยังต้องเข้าใจ Form ของตู้ (1, 2B, 3B, 4) และค่า IP Rating การเลือกมาตรฐานให้เหมาะกับงานตั้งแต่ต้นเป็นการลงทุนด้านความปลอดภัยที่คุ้มค่าที่สุด
FAQ
Q: ตู้ไฟฟ้าต้องมีใบรับรอง IEC จึงจะใช้งานได้ไหม?
A: สำหรับโปรเจกต์ทั่วไปในประเทศไทย กฎหมายยังไม่บังคับให้ตู้ไฟฟ้าต้องมีใบรับรอง IEC ทุกตัว แต่สำหรับโปรเจกต์ของรัฐ โรงพยาบาล หรืออาคารที่ต้องผ่านการตรวจรับโดยวิศวกรไฟฟ้า มักกำหนดให้ใช้ตู้ที่ได้มาตรฐาน IEC 61439
Q: Form 2B กับ Form 3B ราคาต่างกันมากไหม?
A: โดยทั่วไป Form 3B มีราคาสูงกว่า Form 2B ประมาณ 20-40% เพราะใช้วัสดุผนังกั้นมากกว่าและมีขนาดตู้ใหญ่กว่า
Q: ต้องตรวจสอบ IP Rating อย่างไร?
A: ดูที่ป้าย Nameplate บนตู้ หรือในเอกสารประกอบสินค้า ผู้ผลิตที่เชื่อถือได้จะระบุค่า IP Rating ชัดเจนและมีหลักฐานการทดสอบประกอบ ถ้าไม่มีเอกสารยืนยันให้ถามผู้ผลิต
Q: มาตรฐาน IEC 61439 แทนที่มาตรฐาน IEC 60439 แล้วหรือยัง?
A: ใช่ IEC 61439 เป็นมาตรฐานที่ออกมาแทนที่ IEC 60439 อย่างสมบูรณ์แล้ว โครงการใหม่ทุกโครงการควรใช้ IEC 61439 เป็นเกณฑ์
Q: ตู้ไฟฟ้าที่ใช้เบรกเกอร์ยี่ห้อต่างกันยังได้มาตรฐานไหม?
A: ได้ IEC 61439 กำหนดที่ตัวตู้และระบบโดยรวม ไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้เบรกเกอร์ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง แต่เบรกเกอร์ที่ใช้ต้องมีพิกัดที่เหมาะสมกับการออกแบบ และผู้ผลิตตู้ต้องรับรองว่าระบบโดยรวมทำงานได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐาน
ถ้าคุณต้องการตู้ไฟฟ้าที่ผ่านมาตรฐานตู้ไฟฟ้า IEC 61439 พร้อมเอกสารรับรองครบ SK Power Electric ออกแบบและผลิตตู้ไฟฟ้าตามมาตรฐานสากลมากว่า 10 ปี เราพร้อมออกแบบ และติดตั้งตามมาตรฐานตู้ไฟฟ้าให้คุณ
☎️ Tel: 093-596-4288
🟢 Line: sk_powerelectric
📬 Email: sk_project2@hotmail.com
📘 Facebook: SK Power Electric